fbpx

ส่งฟรีถึงบ้าน ไม่มีขั้นต่ำ! แอด LINE สั่งเลย

Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

Beringer ผู้บุกเบิกไวน์ Napa Valley

อยากลิ้มรสที่สุดแห่ง Napa Valley ไวน์โลกใหม่แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกทำให้ Napa Valley ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ด้วยรสชาติเข้มข้นของ Cabernet Sauvignon แบบที่หาที่อื่นไม่ได้ ต้องเลือก Beringer เลยครับ เพราะนอกจาก Beringer จะมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน Beringer ยังมีรางวัล และเรตติ้งมายืนยันถึงคุณภาพของไวน์ Beringer ที่โด่งดังมาจากถึงปัจจุบันนี้เลยครับ

ประวัติความเป็นมาของ Beringer 

ตำนานของ Beringer เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1868 โดย Jacob Beringer ได้เดินทางล่องเรือมากจากเมือง Mainz ประเทศเยอรมัน เพื่อมาหาโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวในผืนแผ่นดินใหม่ของอเมริกา โดยเริ่มแรกเขามาตั้งหลักที่นิวยอร์ค แต่หลังจากรู้เรื่องเกี่ยวกับเนินเขาอันเหมาะแก่การปลูกองุ่นที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของอเมริกา ทำให้ Beringer นึกถึงวินยาร์ดที่เยอรมันบ้านเขา ทำให้เขาย้ายทั้งครอบครัวไปทั้งรกรากที่  Napa Valley และซื้อที่ดินประมาณ 540 ไร่ ในปี 1875

เรียกได้ว่า Beringer เป็นผู้บุกเบิกเรื่องการทำไร่องุ่นใน Napa Valley เป็นคนแรกๆ ที่ขุดหลุมใต้ดินทำเซเลอร์เก็บไวน์ เป็นคนแรกที่ให้คนทั่วไปเข้ามาทั่วในไร่องุ่นในปี 1934 อีกทั้งยังเป็นเจ้าแรกที่มีการผลิตทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง ดีกรี #1 Wine of the Year ในนิตยสาร Spectator Magazine

แม้เวลาจะผ่านมาเป็นร้อยปี แต่ไร่ Beringer ก็ยังคงดำเนินธุรกิจโดยตรงกูลเดิม ซึ่งไม่ได้หาได้ง่ายๆ ในผู้ผลิตจ้าวอื่นๆ ที่มีการรับช่วงต่อกันมากมายหลายมือครับ ซึ่งในปี 2015 Mark Beringer ผู้เป็นหลายรุ่นที่ 4 ของ Jacob Beringer ได้รับช่วงต่อเป็นหัวหน้าผู้ผลิต ซึ่งยังคงรักษาคุณภาพ และธรรมเนียมการผลิตของ Beringer อยู่อย่างมั่นคงครับ

พื้นที่ของ Beringer 

จากพื้นที่เพียง 540 ไร่ในอดีตที่ครอบครัว Beringer ซื้อไวน์ ขณะนี้ขยายออกไปมาก เพราะ Beringer มีพื้นที่วินยาร์ดภายในชื่อมากมาย ตั้งแต่พื้นที่สูงที่สุดของ Napa Valley ไปจนถึงพื้นที่ระหว่างหุบเขารวมแล้วมีถึง 14 วินยาร์ด โดยพื้นที่เด่นๆ คือ

Bale Lane Vineyard, St. Helena – ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ Napa Valley เป็นพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างอบอุ่น มีแสงแดดเยอะ เหมาะกับการปลูกองุ่นทั้ง Sauvignon Blanc และ Semillon

Big Ranch Road Vineyard, Oak Knoll – อยู่ในพื้นที่ทางใต้ของ Napa Valley ซึ่งจะมีอากาศหนาวเย็น และดินมีความเป็นหินกรวดสูง เหมาะกับการปลูก Chardonnay, Merlot และ Pinot noir ที่รสชาติเข้มข้น และโครงสร้างมั่นคม

Gamble Ranch Vineyard, Oakville – เป็นพื้นที่ที่ต่อออกมาจากดินตะกอนรูปพัดที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและหิน ทำให้สามารถปลูกองุ่นที่มีรสชาติเข้มข้น ตั้งแต่ Chardonnay, Merlot, Sauvignon Blanc และ Cabernet Sauvignon

Stanly Ranch Vineyard, Carneros – ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง San Pablo ใน Carneros ที่โด่งดัง เพราะเป็นที่ที่เต็มไปด้วยสันดอนดินเหนียว และมีอากาศเย็น เหมาะกับการปลูก Chardonnay และ Pinot Noir

ไวน์ของ Beringer 

ทีเด็ดของ Beringer คือไวน์แดงรสชาติเข้มข้นซับซ้อน ทำจาก Cabernet Sauvignon ที่ปลูกใน Napa Valley ซึ่งหากใครอย่างได้รสชาติของ Cabernet Sauvignon แบบจัดเต็ม ที่มีการเบลนด์องุ่นแดงอื่นๆ ในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากๆ ไวน์ Beringer คือทางเลือกของคุณครับ

2015 Beringer ‘Private Reserve’ Cabernet Sauvignon

ได้คะแนนจาก  James Suckling ไปถึง 99 คะแนน และถูกจัดอยู่ใน 1 ใน 100 สุดยอกไวน์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 ถือเป็นอีกหนึ่งไวน์ขั้นเทพที่คนรักไวน์แดงเข้มข้น full-body ห้ามพลาด มาจากการเบลนด์ Cabernet Sauvignon 97%, Cabernet Franc 2% และ Petite Verdot อีก 1% มีสีแดงโกเมนอมม่วง เปิดด้วยกลิ่นโอ๊คและเครื่องเทศ แล้วจึงตามมาด้วยกลิ่นอันหนักแน่นของแบล็คเบอร์รี่ พลัม ขนาบมาพร้อมกับรสอ่อนๆ ของช็อคโกแล็ตและมอคค่า และตบท้ายด้วยโน้ตของแบล็คทรัฟเฟิลครับ

นี้คือคำวิจารณ์ของคอไวน์หลังจากที่ได้ลิ้มรสไวน์ตัวนี้นะครับ –  ‘กลิ่นเครื่องเทศและวอลนัทเต็มไปด้วยความเย้ายวน แอบซ้อนกลิ่ยแบล็คเบอร์รี่ และแบล็คทรัฟเฟิล เป็นไวน์ Full-bodied เข้มข้นและซับซ้อน มาพร้อม tannin นุ่มละมัน ทิ้งรสชาติค้างในปากยาวนาน มาพร้อมโครงสร้างสุดคลาสสิคอันงดงาม’

2016 Beringer ‘Private Reserve’ Cabernet Sauvignon Napa Valley

เป็นอีกหนึ่งไวน์ที่ได้ 99 คะแนนจาก James Suckling ซึ่งเป็นไวน์ Cabernet Sauvignon ที่มาจากไร่หลายๆ ที่เช่น Steinhauer Ranch, Bancroft Ranch และ Pauli เป็นไวน์แดง full-bodied ที่เอจจิ้งได้อย่างดีเยี่ยม เต็ใมไปด้วยโน้ตของ crème de cassis (เหล้าหวานที่ทำมาจากแบล็คเคอเรนท์) แบล็คและบลูฟรุ๊ต รวมไปถึงเครื่องเทศอบ ที่ถูกเสริมด้วยโน้ตของพลัมสุก ดาร์คเชอร์รี่ และช็อคโกแล็ต รสชาติหนักแน่นแต่ก็สง่างาม

คำวิจารณ์ James Suckling – เป็นการผสมผสานของแบล็คเบอร์รี่ที่สุกงอมและกลิ่นโอ๊คอันน่าทึ่ง tannin ฟอร์มตัวขึ้นอย่างสวยงาม กระทบต่อมรับรสระรอกแล้วระรอกเล่า เป็นรสชาติที่กระจายและดำเนินต่อไปไม่รู้จบ จนแยกไม่ออกเลยว่ารสไวน์จะไปลงเอยที่ไหน อาจต้องอาศัยเวลาเอจจิ้งซัก 2 ถึง 3 ปีเพื่อให้ไวน์ละมุนขึ้น แต่จะได้ไวน์ที่ดีอย่างที่สุดครับ

นอกจากนั้นยังมีไวน์ต่างๆ ที่คุณภาพเยี่ยมอีกเช่นกัน เช่น single vineyard wines เหมาะสำหรับคนที่อยากสำรวจรสชาติไวน์ในพื้นที่นั้นๆ เพื่อหาลักษณะไวน์ที่ถูกปากตนเองที่สุด ไปจนถึง Beringer Founders’ Estate ไวน์สำหรับหลายๆ คนที่ชื่นชอบไวน์คลาสสิค ที่ทำให้ผู้ผลิตอย่าง Beringer ประสบความวสำเร็จมาถึงทุกวันนี้นั่นเองครับ ซึ่งไม่ใช่แค่ไวน์แดงที่โด่งดังนะครับ เพราะ Beringer ยังมี Chardonnay และไวน์หวาน Nightingale

ที่เป็นไวน์จาก Sauvignon Blanc และ Sémillon ที่ดีเยี่ยมไม่แพ้ไวน์แดงเลยครับ

จับคู่ Beringer กับเมนูโปรดของคุณ 

สำหรับ ‘Private Reserve’ Cabernet Sauvignon ของ Beringer เป็นไวน์แดง full-body รสชาติซับซ้อน เหมาะกับอาหารประเภทโปรตีน เนื้อ ที่มีความหนักแน่น จะเข้ากับซอสที่มีความมัน และกลิ่นแรงเป็นอย่างมาก เมนูที่ Beringer ยกมาจับคู่ได้แก่ สเต็กทีโบนแกะรสเข้มข้น ระดับ medium-rare ทานคู่กับซอสมิ้นท์ Chimichurri ซอสสไตล์อาร์เจนติน่า ที่มีกลิ่นสดชื่น ช่วยตัดเลี้ยนได้เป็นอย่างดี และเป็นกลิ่นที่ช่วยชูรสชาติของไวน์ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียวครับ อีกเมนูคือสเต็กเนื้อริบ-อายซอสบลูชีส รสชาติหนักแน่นพร้อมกลิ่นของบลูชีสอันมีเอกลักษณ์ชัดเจน เข้ากับไวน์แดงเข้มข้น full-body ได้เป็นอย่างดีเลยครับ!

Featured articles

ไวน์ดี ต้องมีความคม และตอนจบยาว

มาถึงตอนสุดท้ายกันแล้วนะครับ กับข้อที่ 4 – 5 หลังจากที่รู้แล้วว่าไวน์ขั้นเทพ ต้องมีทั้งสมดุล ความแตกต่าง เชื่อมโยงกับสภาพดินฟ้าอากาศ ความซับซ้อนที่มากกว่าโน้ตผลไม้ธรรมดา แล้วไวน์จะต้องมีอะไรอีก? คำตอบคือมีอีกครับ แม้ขั้นเทพแม้จะซับซ้อนขนาดไหน ก็ยังต้องมีรสชาติคมกริบ (precision) ไวน์สมดุลก็ยังต้องมีตอนจบที่น่าตื่นเต้น (length / finish)    ความคม (Precision) ไวน์ที่ดีจะต้องมีรสชาติที่คม หรือรสชาติที่ชัดเจน ไม่ผสมกันมั่วไปหมด แม้ว่าจะเป็นไวน์ที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งอาจเป็นคอนเซ็ปท์ที่ค่อนข้างจะเข้าใจยากซักหน่อย แต่หากเปรียบความแม่นยำของไวน์ เป็นเสียงดนตรี อาจจะเห็นภาพชัดขึ้นนะครับ โดยนักชิมไวน์ท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า ‘หากเทียบกันแล้ว โน้ตของไวน์ขั้นเทพ จะเหมือนเสียงของระฆังในโบสถ์บนเขา’ ไม่ใช่เสียงที่ดังชัดเหมือนเสียงตะโกน แต่เป็นเสียงที่ดังก้อง ที่เราจะต้องเดินเข้าไปตามหาครับ เพราะไวน์ที่มีความแม่นยำไม่ได้หมายถึงไวน์ที่มีโน้ตตัวใดตัวหนึ่งเด่นออกมากระแทกคนดื่ม หรือไม่ใช่รสชาติที่อ่อน ซุกซ่อนเกินไปจนแทบไม่สามารถรับรู้ได้ ความแม่นยำ คือความพอดี ชัดเจน แต่น่าค้นหาครับ ซึ่งการที่ไวน์ตัวหนึ่งจะศูนย์เสียความแม่นยำดังกล่าวนี้ ไวน์แมนบอกเลยครับว่าง่ายมากๆ แค่คนผลิตไวน์ไปยุ่งกับองุ่นมากๆ ก็สามารถทำให้รสชาติไวน์ยุ่งเหยิง หรือการเอจในถังโอ๊คนานเกินไปก็อาจทำให้รสชาติของไวน์เบลอไปหมด ฉะนั้นการจะผลิตไวน์ที่มีความแม่นยำเหมือนรสชาติต่างๆ ถูกจัดวางไว้อย่างตั้งใจ     การจบ หรือ “ความยาว” […]

ไวน์ดี ต้องมีความแตกต่าง และซับซ้อน

หลังจากพูดถึงเรื่องความสมดุล Subtlety ในไวน์ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงความน่าตื่นเต้น ที่ทำให้ไวน์ขั้นเทพ โดดเด่น แตกต่างจากไวน์ทั่วๆ ไปในท้องตลาด ซึ่งไวน์แมนขอออกตัวนะครับ ว่าเป็นหัวข้อที่ยากหน่อยสำหรับคอไวน์ทุกคน เพราะต้องอาศัยความละเอียดในการชิม รวมถึงความรู้เกี่ยวกับ terrior หรือวิธีการผลิตไวน์แต่ละตัว แต่สำหรับผมนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด!! หากคุณต้องการตัดสินไวน์ให้ subjective ที่สุดครับ   ความแตกต่าง (Distinctiveness) อะไรที่ทำให้เนื้อวากิวอยู่เหนือเนื้อแองกัส หรือเนื้อโคขุนทั่วไป? หรือชมพู่เมืองเพชรกับชมพู่ทั่วๆ ไป? หากตอบว่าอร่อยอย่างเดียวก็อาจไม่เห็นภาพ แต่มันคือความแตกต่างที่ชัดเจน ที่กินหรือดื่มอะไรเข้าไปแล้วรับรู้ถึงเอกลักษณ์ รสชาติที่หาที่อื่นไม่ได้! ไม่งั้นไวน์ก็คงมีโน้ตเบอร์รี่ พลัม เหมือนๆ กันหมด สิ่งที่ทำให้ไวน์เด่นออกมา อาจเป็นโน้ตที่คุณไม่คาดคิด หรือการรวมตัวของรสชาติต่างๆ ที่ทำให้ไวน์โดดเด่นออกมาจากไวน์หลายๆ ตัวที่คุณเคยลองครับ!  ความน่าตื่นเต้นของไวน์ ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างของไวน์แต่ละขวด แม้บางครั้งผลิตใกล้กันแบบชนิดคนละฝั่งรั้ว หรือใช้องุ่นสายพันธุ์เดียวกัน แต่รสชาติสามารถแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งความแตกต่างอาจมาจากเบลนด์ ตั้งแต่แชมเปญ, Bordeaux, Rioja ไปจนถึง Chianti ก็เป็นเบลนด์องุ่นที่แตกต่างกัน ซึ่งหากเป็นเบลนด์ที่ดี ดื่มแค่ไม่กี่อึก จะต้องรู้ทันทีว่าเป็นเบลนด์อะไร เช่นหากเป็นบอร์โดซ์จะมีความเข้มข้นที่ลงตัว พร้อมโน้ตใบยาสูบ […]

เจาะลึกไวน์ Rhone ไวน์ที่เข้มและเร้าใจที่สุดในฝรั่งเศส

หากถามไวน์แมนว่าให้เลือกไวน์ดังจากฝรั่งเศสมา 3 แคว้น ที่แรกก็คงจะหนีไม่พ้นบอร์โดซ์ ไวน์เบลนด์สุดฮิตที่ดังไปทั่วโลก ต่อมาคือเบอร์กันดีอันสง่างาม แต่แคว้นสุดท้ายนี้สิ เป็นแคว้นที่หลายๆ คนอาจมองข้ามนั่นก็คือ Rhone Valley (โรน-วัลเล่ย์) แหล่งผลิตไวน์รสชาติเข้มข้น ดิบเถือน เร้าใจ ฉีกภาพลักษณ์ไวน์ผู้ดีฝรั่งเศสไปเลย ที่มาของ Syrah รสชาติดุร้ายเหมือนสัตว์ป่า และไวน์เบลนด์โน้ตซับซ้อน กลิ่นหิน กลิ่นดิน ที่สามารถเบลนด์ไวน์แดงและไวน์ขาวเข้าด้วยกันอย่าง Chateauneuf-de-pape รสชาติของไวน์ Rhone ด้วยความที่มีไวน์หลากหลายจึงยากที่จะเหมารวมว่าเป็นอย่างไร แต่หากจะให้ผลอธิบายลักษณะเฉพาะของไวน์ Rhone สำหรับไวน์แดง จะเป็นไวน์ที่เข้มข้นแบบติดดิน เร้าใจ เหมือนสัตว์ป่าที่ถูกกักขังในกรงพร้อมที่จะปลดปล่อยร้องคำรามออกมาทุกเมื่อ (โดยมีข้อยกเว้นที่ Cote Rotie และ Hermitage ที่ทั้งจัดจ้าน และหรูหราในเวลาเดียวกัน) จะมีโน้ตดิน หนัง เนื้อสัตว์ สอดแทรกความสไปซี่ เผ็ดร้อนของพริกไทย ส่วนทางด้านไวน์ขาวของ Rhone จะขึ้นชื่อเรื่องความ exotic กลิ่นหอมขึ้นจมูกของพีช และดอกไม้ เน้นกลิ่นหอมและรสสัมผัสละมุนมากกว่า acidity ซึ่งแตกต่างจากไวน์ขาวทั่วไปเพราะสายพันธุ์องุ่นที่ใช้จะค่อนข้างแปลก ไม่เหมือนที่อื่นครับ! […]

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!