fbpx
ส่งฟรีถึงบ้าน 1-2 วันไม่มีขั้นต่ำ! โอน จ่ายการ์ด หรือเก็บปลายทาง
Please add Image or Slider Widget in Appearance Widgets Page Banner.
If you would like to use different Widgets on each page, we reccommend Widget Context Plugin.

เม้าไม่อั้นกับกลุ่มคอไวน์ ร่วมโอเพ่นแชทเราวันนี้่

Get access to our latest promotions and recommended wines of
the month, up to 60% off on first purchase.
Get access to our latest promotions and recommended wines ofthe month, up to 60% off on first purchase.

เจาะลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับ Champagne (แชมเปญ)

เมื่อคุณเห็น Champagne ขวดหนึ่งคุณจะนึกถึงอะไร … คุณอาจนึกถึงงานแต่งงาน งานสังสรรค์หรูหรา ที่นั่ง First Class บนเครื่องบิน ปิกนิคในสวนสุดชิว ไปจนถึงโควตเด็ดที่กล่าวว่า ‘I am tasting the star’ หลังจากที่ได้จิบแชมเปญดีๆ ซักแก้ว มีไวน์ไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่กลายเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้ทัดเทียมกับไวน์แชมเปญ สปาร์คกลิ้งไวน์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ถึงแม้จะมาจากพื้นที่เล็กๆ ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส แต่สั่นสะเทือนโลกแห่งไวน์ แบบที่ไวน์น้อยชนิดนักจะสามารถทำได้ครับ!


ไวน์แนะนำ



โดยพื้นที่แชมเปญ (Champagne) จัดว่าเป็นพื้นที่ปลูกองุ่นที่หนาวที่สุดในฝรั่งเศส จึงทำให้ปลูกองุ่น cool climate ได้เท่านั้น อยู่เหนือจนติดกับเบลเยียม Champagne มีสภาพภูมิศาสตร์อันหลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่ป่าหนาวและชื้น พื้นที่ราบ ไปจนถึงแนวเทือกเขา Reims ทำให้เกิดพื้นที่เนินลาดหันหน้าเข้าแดด เหมาะแก่การปลูกองุ่น

สภาพดินของแชมเปญ ก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งดินจะมีส่วนผสมของหินปูนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจากสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่ถูกทับถนกันจนเกิดเป็นดินร่วนซุย

Champagne (แชมเปญ)

พูดถึงแชมเปญ เชื่อหรือไม่ว่าตอนแรกพื้นที่แชมเปญไม่ได้โด่งดังเรื่องสปาร์คกลิ้งไวน์นะครับ แต่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้ตนเองด้วยการทำไวน์ขาวรสชาติสดชื่น ที่มีสีแดงชมพูระเรื่อผสมอยู่ ซึ่งทำจากการผสมของ Chardonnay, Pinot Noir และ Pinot Meunier โดยด้วยความที่เป็นพื้นที่หนาวเย็น องุ่นจะไม่สุก ทำให้ได้รสชาติไวน์ที่มี Acidity สูง รสชาติเบาๆ สดชื่น รสจะไม่หนัก เข้มข้น และมี Tannin สูงเหมือนไวน์จาก Bordeaux เป็นต้น

แล้วแชมเปญเริ่มผลิตสปาร์คกลิ้งไวน์ได้อย่างไรกัน? หากผมตอบว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ คุณจะเชื่อไหมครับ… เพราะนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ครับ

ที่มาที่ไปของ Champagne (แชมเปญ)

หลายคนอาจคาดคิดว่าสปาร์คกลิ้งไวน์ ต้องเกิดขึ้นจากการคิดค้นของนักทำไวน์ชื่อดังอย่าง Dom Perignon หากแต่แรกเริ่มสปาร์คกลิ้งไวน์ถือว่าเป็นสินค้ามีตำหนิ! เป็นไวน์ที่ผิดพลาด โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ด้วยความที่แชมเปญมีอากาศหนาว บางครั้งฤดูใบไม้ร่วง ขณะที่ทำการหมักไวน์อุณหภูมิอาจลงไปต่ำมาก จนหยุดยั้งการทำงานของยีส เหมือนทำให้ยีสเข้าสู่ช่วงเวลาจำศีล จนเมื่อบรรจุลงในขวดและเวลาผ่านไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิที่อุณหภูมิเริ่มอบอุ่นขึ้น ทำให้ยีสกลับมาทำงานอีกครั้ง ปฎิกิริยาดังกล่าวนี้เรียกว่าการ Refermentation ที่ทำให้เกิดสปาร์คกลิ้งไวน์นั่นเองครับ!

แต่สมัยก่อนยังไม่มีมาตรการรับมือกับการ Refermentation จึงทำให้จุกขวดไวน์สามารถพุ่งออกจากขวดเนื่องด้วยแรงดันจากการหมัก ไปจนถึงทำให้ขวดระเบิด จนเกิดปฎิกิริยาลูกโซ่ สร้างความเสียหายให้ไวน์ขวดข้างเคียง ไปจนถึงคนดูแลไวน์ ได้รับบาดเจ็บได้เลยทีเดียวครับ!

แต่อย่างไรก็ตาม ไวน์ขาวของแชมเปญก็เริ่มเป็นที่ยอมรับอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงชาวอังกฤษ เช่น Duke of Bedford และ the Duke of Buckingham ที่มักสั่งไวน์ขาวชั้นเยี่ยมจากแชมเปญมาดื่มสังสรรค์ในงานเลี้ยงของตน โดยไวน์ขาวจะถูกขนส่งโดยถังไม้ขนาดใหญ่ แล้วจึงถูกถ่ายออกมาใส่ขวดไวน์ของอังกฤษ ซึ่งมีคุณภาพและทนทานกว่าของชาวฝรั่งเศส จึงไม่เกิดปัญหาของการระเบิด หากแต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้เกิดการ Refermentation ขึ้นระหว่างขนส่ง พอถูกนำไปเปิดในงานสังสรรค์เท่านั้นเอง ไวน์ก็โพยพุ่งออกมา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้คนในงานเป็นอย่างมาก ทำให้ความนิยมของแชมเปญค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น เริ่มจากในหมู่ชนชั้นสูง เชื้อพระวงศ์ ไปจนถึงสามัญชน ถูกใช้ในงานสังสรรค์ งานมงคล ไปจนถึงงานปล่อยเรือต่างๆ ครับ

โดยสปาร์คกลิ้งไวน์แชมเปญ ส่วนมากยังคงใช้การผสมของ Chardonnay, Pinot Noir และ Pinot Meunier โดยยิ่งเวลาผ่านไป แชมเปญก็ได้พัฒนาการทำสปาร์คกลิ้งไวน์ให้มีคุณภาพ ตั้งแต่การใช้น้ำตาลในการ Refermentation ไม่ได้ใช้ความบังเอิญอีกต่อไป ทำให้รสชาติที่ได้พัฒนาขึ้น จนเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ทั่วโลกตกหลุมรักไวน์แชมเปญ ด้วย Acidity ที่สูง แต่ได้โน๊ตละมุนของอัลมอนด์ พร้อมกลิ่นอ่อนๆ ของเปลือกส้ม และเชอร์รี่ขาว แต่หากผ่านการ ageing จะได้โน๊ตของเปลือกชีส โทสต์ บริยอช ไปจนถึงบิสกิต เลยครับ

แผนผัง Champagne

Champagne ตั้งอยู่ใจกลางระหว่างเมือง Reims และ Épernay โดยแบ่งเป็น 5 เขตย่อย ซึ่ง 4 พื้นที่จะจับกลุ่มอยู่ในระแวกเดียวกัน ได้แก่ Montagne de Reims, Côte des Blancs, Vallée de la Marne และ Vallee De La Marne ส่วน Côte des Bar จะถูกแยกออกมาใกล้หน่อย เป็นเขตเดียวที่อยู่ในเมือง Aube ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีลักษณ์เด่นของตนเองที่ชัดเจนครับ

1. Montagne de Reims

เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่บริเวณสันเขาทางใต้ของเมือง Reims และโค้งวกเป็นลักษณะเกือกม้าไปทางเหนือของ Épernay โดย Montagne de Reims เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของดินมากที่สุดใน Champagne เพราะมีทั้งพื้นที่ป่า พื้นที่ภูเขาสูง ไปจนถึงพื้นที่ราบหุบเขา ขึ้นชื้ออย่างมากสำหรับสปาร์คกลิ้งไวน์แชมเปญ ที่มีรสเข้มข้น Full-body โดยสามารถปลูก Pinot Noir ได้ดีที่สุด รองลงมาคือ Pinot Meunier และ Chardonnay นอกจากนั้นยังเป็นบ้านของพื้นที่ระดับ Grand Cru เยอะที่สุดใน Champangne โดยมีด้วยกันทั้งหมด 10 ชุมชน เช่น Ambonnay, Bouzy, Verzy, Verzenay และ Mailly-Champagne

นอกจากนั้นยังมีผู้ผลิตแชมเปญอันมีชื้อเสียงมากมาย เช่น

Veuve Clicquot

ผู้ผลิตไวน์แชมเปญที่เก่าแก่ มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1772 โดยมีแชมเปญที่เป็นซิกเนเจอร์คือ Brut Yellow Label สปาร์คกลิ้งไวน์ที่เต็มไปด้วยโน๊ต Fruity ผสมผสานกับกลิ่นวานิลลา และบริออช นอกจากนั้นยังมีชื้อเรื่องสปาร์คกลิ้งโรเซ่อีกด้วยครับ

Pommery

เป็นผู้ผลิตรายแรกที่ทำให้ Brut Champagne ถูกขายเชิงพาณิชน์ในปี 1874  มี Alexandre’s widow และ Louise Pommery เป็นผู้ก่อตั้ง แชมเปญเกรดพรีเมี่ยมเต็มไปด้วยโน๊ตของลูกแพร์ พีช และกลิ่น Floral หอมเด่น

2. Côte des Blancs

ตามชื่อเลยครับ พื้นที่นี้เหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกองุ่นขาวอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะสามารถปลูก Pinot Meunier และ Pinot Noir ได้บ้าง แต่กว่า 97% ขององุ่นในพื้นที่ทั้งหมดคือ Chardonnay ครับ อยู่ตามแนวเมือง Épernay มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น โดยมีพื้นที่ฝั่งตะวันออก ไปจนถึงตะวันออกเฉียงใต้เป็นเนินเขา ลักษณะดินเป็นผงคล้ายชอล์ก มีส่วนผสมของหินปูน ทำให้ Chardonnay  ของที่นี้มี Acidity สูง เหมาะกับการทำ Blanc de Blancs เป็นที่สุด

มีชุมชนที่ปลูกองุ่นเกรด Grand Cru ทั้งสิ้น 6 แห่ง เช่น Avize, Chouilly, Cramant และ Le Mesnil-sur-Oger เป็นต้น

ด้วยความที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่แชมเปญ ทำให้มีผู้ผลิตไวน์ชื่อดังตั้งอยู่ในพื้นที่นี้มากมายครับ

Moët & Chandon

ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1842 เป็นผู้ผลิตที่คงความคลาสสิคพร้อมกับเต็มไปด้วยลูกเล่นทวิสต่างๆ ที่ทำให้ไวน์ทันสมัยขึ้น ตั้งแต่ Moët Impérial แชมเปญคลาสสิค เปรี้ยวหวานหอมไปด้วยกลิ่นแอปเปิ้ล พีช และแพร์ ไปจนถึง แชมเปญโรเซ่ และไอซ์แชมเปญ ซึ่งเป็นรสชาติสปาร์คกลิ้งไวน์แปลกใหม่

Boizel

เริ่มต้นเมื่อปี 1835 เป็น Winery ที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น จนมาถึงปัจจุบัน โดยเด่นเรื่องสปาร์คกลิ้งรสชาติหรูหรา ด้วยโน๊ตสดชื่น หอมดอกฮอว์ธอร์น เลม่อน มะนาว ไปจนถึงโน๊ตส่งท้ายของขนมปัง brioche

3. Côte de Sézanne

อยู่ทางใต้ลงมาตามแนวของ Côte des Blancs จึงเหมือนกับเป็นน้องคนเล็กของ Côte des Blancs โดยสภาพดินจะไม่ได้เป็นชอล์กเหมือนกับพื้นที่อื่นๆ จะเป็นดินร้วนๆ ทั่วไป แต่ก็ยังสามารถปลูก Chardonnay ได้ แต่รสชาติขององุ่นจะมี acidity น้อยหน่อย แต่จะมีรสชาติที่หนักแน่น และมีกลิ่นที่ชัดเจนกว่า Chardonnay ที่อื่น หลายๆ คนจึงมองข้าม Côte de Sézanne หากแต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีวินยาร์ดดีๆ แอบซ้อนอยู่เช่นกันครับ

Yveline Prat

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1975 โดดเด่นเรื่องแชมเปญโดย Alain และ Yveline Prat ผลิตไวน์สปาร์คกลิ้งจาก Chardonnay เสียส่วนใหญ่ ด้วยรสผลไม้ชัดเจน และโน๊ตอ่อนๆ ของอัลม่อน

4. Vallée de la Marne

เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำ Marne ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมือง Épernay เป็นเมืองที่เหมาะในการปลูก Pinot Meunier เป็นที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่หนาวเย็น มักมีน้ำแข็งเกาะต้นองุ่น รวมถึงดินเป็นดินเหนียวผสมทราย จึงสามารถปลูกองุ่น Pinot Meunier ซึ่งสามารถเติบโตรวดเร็ว สุกง่าย แม้จะในพื้นที่ที่หนาวเย็นก็ตามครับ

โดยนอกจาก  Pinot Meunier  พื้นที่นี้ยังสามารถปลูก Chardonnay และ Pinot Noir ได้บ้าง แต่เป็นส่วนน้อย ซึ่งพื้นที่พยายามสร้างชื่อเสียงให้มากกว่า Pinot Meunier โดยผู้ผลิตไวน์ในท้องถิ่น

มีชุมชนระดับ Grand Cru อยู่เพียง 1 เดียว ที่ Aÿ อยู่ไม่ไกลจากเมือง Épernay ครับ

Alain Mercier

ผู้ผลิตไวน์สายขบถ ก่อตั้งในปี 1920 โดยครอบครัว Mercier เน้นไวน์ที่มีความ  Extra Dry และมี Acidity สูง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้รสเปรี้ยวและดอกไม้ครับ

5. Côte des Bar 

เป็น sub-region เดียวที่มาจากเมือง Aube ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเฉียงใต้ของเมือง Troyes ห่างจากใจกลางแชมเปญประมาณ 2 ชั่วโมง มีการแยกเขตเมื่อประมาณปี 1927 ปัจจุบันเป็นพื้นที่ปลูก 1 ใน 3 ขององุ่นที่ใช้ทั้งหมดในแชมเปญ สามารถปลูก Pinot Noir, Chardonnay และ Pinot Meunier เป็นหลัก แต่ก็สามารถปลูก Pinot Blanc, Pinot Gris, Arbanne และ Petit Meslier ได้อีกด้วย โดยแม้จะสามารถปลูกองุ่นได้ดี โดยลักษณะดินมีความคล้ายคลึงกับดิน Kimmeridgian ของ Chablis ในเบอร์กันดี ทำให้ไวน์ในพื้นที่นี้มีรสชาติผลไม้เด่นชัด และมีความไลท์กว่าไวน์แชมเปญที่อื่นครับ

ซึ่งแต่ก่อนพื้นที่ Côte des Bar ถูกใช้เป็นวินยาร์ด ปลูกองุ่นอย่างเดียว ถึงแม้มีผู้ผลิตก็ถูกมองว่าด้อยกว่าไวน์ที่มาจากศูนย์กลางของแชมเปญ หากแต่ตอนนี้มีผู้ผลิตคุณภาพมากมาที่เริ่มเฉิดฉายในพื้นที่นี้แล้วครับ

Drappier

มีความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่ปี 1808 ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของ Côte des Bar  จึงปลูก Pinot noir ได้ดีที่สุด แชมเปญมีโน๊ตของ stone fruits และกลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ มีรสจัดจ้านโดดเด่น

Olivier Horiot

เป็นไร่เล็กๆ ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Les Riceys ที่เข้าถึงค่อนข้างยาก แต่เป็นผู้ผลิต 1 ใน 3 ของผู้ผลิตไวน์ในแชมเปญเท่านั้นที่ผลิตไวน์ AOP ไม่เบลนด์ ทำจาก Pinot noir 100% ซึ่งมีสีแดงอ่อน รสละมุนนุ่ม เป็น Pinot noir แบบที่คุณไม่เคยลองที่ไหนมาก่อนแน่นอน

วิธีการเลือก Champagne

แชมเปญที่มาจากพื้นที่แชมเปญจริงๆ มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ไวน์ชนิดอื่นๆ ไม่มี ฉะนั้นหากอยากได้แชมเปญขวดโปรด ต้องเลือกให้ถูกต้องนะครับ

เลือกระดับความหวาน – ความหวานของแชมเปญ เป็นสิ่งที่ไวน์แดงและไวน์ขาวไม่มี โดยจะเป็นความหวานที่ได้มาจากน้ำตาล หรือน้ำองุ่นบริสุทธิ์ (grape must) ที่ได้จากกระบวนการหมักครั้งที่ 2 เพื่อทำให้กลายเป็นสปาร์คกลิ้งไวน์นั้นเองครับ โดยระดับจะมีตั้งแต่

Brut Nature < Extra Brut < Brut < Extra-Dry < Dry < Demi-Sec < Doux

จำง่ายๆ ว่า หากมีคำว่า Brut แสดงว่าเป็นแชมเปญที่แทบไม่มีน้ำตาลเลย ตั้งแต่ระดับ 0-12 g/L RS แชมเปญ Dry จะมีระดับน้ำตาล 12-32 g/L RS ส่วน Demi-Sec และ Doux จะจัดว่าเป็นแชมเปญไวน์หวาน ซึ่งสามารถมีน้ำตาลระดับ 32 g/L RS ขึ้นไปเลยครับ

โดยส่วนมากระดับความหวานของแชมเปญจะจัดอยู่ในระดับ Brut ไปถึง Extra-Dry ครับ

สไตล์แชมเปญ

แบ่งไปตามประเภทขององุ่นที่ใช้ในแชมเปญแต่ละสไตล์นะครับ

  • Blanc de Blancs (white of white) แชมเปญที่ใช้องุ่นขาวทำ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนมากจะเป็น Chardonnay แต่ก็อาจมีข้อยกเว้น โดยผสม Pinot Blanc, Petite Meslier และ Arbane ลงไปบ้าง รสชาติสดชื่น โน๊ตหลักคือเลม่อนหรือแอปเปิล
  • Blanc de Noirs (white of black) แชมเปญที่ใช้องุ่นแดงทำ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากจะเป็น Pinot Noir ผสมกับ Pinot Meunier โน๊ตหลักคือ สตอเบอร์รี่ แฃะราสเบอร์รี่
  • Rosé ผสมผสานองุ่นขาวและองุ่นแดงเพียงเล็กน้อยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ไวน์จะรสชาติฝาด Tannin ต่ำ แต่ Acidity สูง ได้โน๊ตผลไม้ชัดเจน

การเอจจิ้งของแชมเปญ

เป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนมักจะมองข้าม โดยคิดว่าคนไม่ค่อยเอจสปาร์คกลิ้งไวน์กัน แต่เช่นเดียวกับไวน์ขาว ที่การเอจจิ้ง ทำในรูปแบบที่เรียกว่า  “tirage” หรือ Lees ซึ่งเป็นการคนตะกอนในไวน์

  • Non-Vintage (NV) เอจมากสุดประมาณ 15 เดือน ได้แชมเปญที่สดชื่น โน๊ตผลไม้ เลม่อน เบอร์รี่ ชัดเจน
  • Vintage เอจอย่างต่ำ 3 ปีขึ้นไป มีรสละมุน พร้อมโน๊ตที่ครีมมี่ และได้กลิ่นของยีสที่ชัดเจนกว่าครับ

Classification ของแชมเปญ

เป็นเกรดที่ทางการมอบให้กับชุมชนย่อยๆ ต่างๆ ตามระดับคุณภาพขององุ่นที่ปลูกในพื้นที่นั้นๆ นั่นเองครับ โดยมีด้วยกัน 3 ระดับ ได้แก่ Premier Cru, Grand Cru และ Autre Cru

โดยพื้นที่แชมเปญ แบ่งย่อยออกเป็น 100 กว่าชุมชนย่อย แต่มีชุมชนที่ได้ Premier Cru ทั้งสิ้น 42 แห่ง และระดับ Grand Cru ทั้งสิ้นเพียง 17 ที่เท่านั้น ซึ่งเป็นเหมือนตัว ซึ่งก็เป็นตัวการันตีคุณภาพแชมเปญที่ดีได้ระดับหนึ่งครับ

จับคู่มื้อโปรดกับ Champagne Wine

อีกหนึ่งเหตุผลเลยที่ทำให้แชมเปญเหมาะกับงานสังสรรค์ คือความสามารถในการจับคู่เข้ากับอาหารหลากหลาย ตั้งแต่เมนูเรียกน้ำย่อย มื้อหนัก ของทอด ไปจนถึงของหวานเลยครับ

Classic Brut Champagne : แชมเปญที่เป็นที่นิยมที่สุด เข้ากับเมนูอาหารลักษณะทอดๆ ตัดเลี้ยน ตัดมันได้เป็นอย่างดี จึงทานคู่ไก่ทอด หรือมันฝรั่งทอดได้ดีมากๆ (อ่านเพิ่มเติมคลิกเลยครับ) หรือทานกับสเต็ก ซอสทรฟเฟิล ไปจนถึงอาหารที่มีรสเปรี้ยว ก็เข้ากันสุดๆ ไปเลยครับ

Blanc de Blancs Champagne : แชมเปญจากไวน์ขาว รสชาติสดชื่นหอมกลิ่นผลไม้และดอกไม้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทานกับอาหารทะเล ตั้งแต่หอยนางรม ไข่ปลาคาเวีย ไปจนถึงปลาที่มีเนื้อละมุนนุ่ม รสอ่อนๆ เช่นปลาลิ้นหมา ปลากระพงยุโรป ไปจนถึงประกระพงแดง

rosé champagne : ถือว่าเป็นแชมเปญที่มีสมดุลสูง ทั้งกลิ่นหอมผลไม้ ไปถึง acidity สูง จึงเข้ากับเมนูได้หลากหลายที่สุดเลยครับ ทานคู่กับอาหารเรียกน้ำย่อย ตั้งแต่ตับบดบนขนมปัง ทอดมันกุ้ง ไปจนถึงเนื้อเป็ด เนื้อสัตว์ปีดต่างๆ และเนื้อปลาที่มีไขมันสูง ปลาเนื้อแน่นๆ เช่นมังค์ฟิชและปลากระโทงดาบ อีกทั้งยังเข้ากันได้ดีกับอาหารรสจัด เช่นอาหารอินเดียและอาหารไทย ไปจนถึงเมนูแป้งสาลีอย่างพิซซ่า

Dry champagne : ไวน์ที่ dry มักจะมีระดับ acidity ที่สูงกว่าแชมเปญทั่วไป จึงทำให้ได้รสชาติที่สดชื่น เข้ากับเนื้อสัตว์ที่รสไม่จัดมาก เช่นลอสเตอร์ ไปจนถึงไก่อบครับ

นี้แหล่ะครับ คือสาเหตุที่ทำให้คนหลงไหลในตัวไวน์แชมเปญอย่างมากมาย ไวน์ที่เป็นตัวแทนแห่งการเฉลิมฉลอง ความหรูหรามากว่าร้อยกว่าพันปีเลยครับ!

 

https://lazenne.com/blogs/lazenneblog/the-ultimate-guide-to-champagne-101

https://winefolly.com/deep-dive/how-to-choose-champagne/

https://winefolly.com/deep-dive/hottest-champagne-region-cote-des-bar/

 

Our favourite wines

Featured articles

Got a question? Ask us now!

Don’t know which bottle is the right one for you? Our team of friendly wine experts is here to help you. Chat with is anytime through LINE. Ask a question!